<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/" version="2.0">
  <channel>
    <title>DSpace Collection: เอกสารงานวิจัยของคณาจารย์ของคณะพุทธศาสตร์</title>
    <link>http://mcuir.mcu.ac.th:8080/jspui/handle/123456789/48</link>
    <description>เอกสารงานวิจัยของคณาจารย์ของคณะพุทธศาสตร์</description>
    <pubDate>Tue, 16 Dec 2025 21:20:12 GMT</pubDate>
    <dc:date>2025-12-16T21:20:12Z</dc:date>
    <item>
      <title>มโนทัศน์เรื่องแม่ในพระพุทธศาสนา : กรณีศึกษากระบวนการกำเนิด โดยใช้วิธีการตั้งครรภ์แทน</title>
      <link>http://mcuir.mcu.ac.th:8080/jspui/handle/123456789/123</link>
      <description>Title: มโนทัศน์เรื่องแม่ในพระพุทธศาสนา : กรณีศึกษากระบวนการกำเนิด โดยใช้วิธีการตั้งครรภ์แทน
Authors: พระมหาจีรวัฒน์ กนฺตวณฺโณ, ผศ.ดร.
Abstract: การวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษามโนทัศน์เรื่องแม่ในพระพุทธศาสนา แนวคิดและความเป็นมาของปัญหาของกระบวนการกำเนิดโดยใช้วิธีการตั้งครรภ์แทนนั้น ผลการวิจัย พบว่า&#xD;
พระพุทธศาสนามีทางออกของปัญหาเรื่องการตั้งครรภ์แทนนั้น เป็นปัญหาสังคมที่เริ่มมีผลกระทบมากยิ่งขึ้น ทุกภาคส่วนควรมีนโยบายในการป้องกันและจากการศึกษา ทำให้ทราบถึงผลกระทบที่มีต่อผู้มาขอตั้งครรภ์แทน และผู้รับตั้งครรภ์แทน ทั้งทางตรงและทางอ้อม โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาทางด้านแม่ผู้ตั้งครรภ์แทน ไม่ยอมมอบเด็กให้ ปัญหาเรื่องสิทธิ และปัญหาด้านการซื้อขายเด็ก ล้วนนำไปสู่ผลกระทบต่อสังคมไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ฉะนั้น ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องควรตระหนักและหามาตรการในการแก้ปัญหาด้วยการออกนโยบายเพื่อป้องกันและแก้ไข ซึ่งพอจะแนะนำได้ ดังนี้&#xD;
 ศาสนาพุทธไม่ได้คัดค้าน หรือเห็นว่า ขัดต่อหลักคำสอนของการรับตั้งครรภ์แทน พบว่าการกระทำนั้นประกอบด้วยเจตนาบริสุทธิ์ทั้งฝ่ายที่ต้องการมีบุตรและผู้ที่ทำหน้าที่ตั้งครรภ์แทน เพราะถือว่า เป็นการช่วยเหลือผู้อื่นให้สมปรารถนา แสดงออกถึงความมีเมตตากรุณา ดังนั้น จะเห็นได้ว่า ปัญหาทางจริยธรรมนั้นแม้ว่า ศาสนาพุทธอาจจะไม่ได้คัดค้าน หากว่าช่วยผู้อื่นด้วยความบริสุทธิ์ใจ แต่อาจจะมีผู้ที่เห็นว่า การรับตั้งครรภ์แทนนั้น เป็นการกระทำที่ผิดหลักจริยธรรม เพราะอาจนำไปสู่การค้าเชิงพาณิชย์ (การขายเด็ก) หรือปัญหาเรื่องชาติกำเนิดและความรู้สึกของเด็กที่เกิดจากการตั้งครรภ์แทน ส่วนปัญหาทางกฎหมาย ในประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายข้อบัญญัติทางอาญาใดที่บังคับหรือลงโทษ ห้ามมิให้รับการตั้งครรภ์แทน แม้ว่าการกระทำนั้น จะเป็นไปในเชิงการค้าก็ตาม มีเพียงการร่างพระราชบัญญัติการรับตั้งครรภ์แทน เพื่อคุ้มครองสิทธิของเด็กที่เกิดขึ้นมาเท่านั้น จึงนับได้ว่า เป็นช่องว่างที่สามารถฉวยโอกาสหาผลประโยชน์จากการรับตั้งครรภ์แทนได้โดยง่าย&#xD;
 ส่วนปัญหาพุทธจริยศาสตร์กับการใช้เทคโนโลยีช่วยการเจริญพันทางการแพทย์ ผลการวิจัยพบว่า ๑) ปัญหาเชิงจริยธรรมที่พบในทุกกรณีคือการทำลายตัวอ่อน ปัญหาสถานะของพ่อแม่ที่แท้จริง การทำลายศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ๒) ปัญหาเชิงจริยธรรมในการใช้เทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ตามหลักพุทธจริยศาสตร์ มี ๓ ประเด็น คือ การระบุสถานะความเป็นบิดามารดาของเด็กที่เกิดโดยเทคโนโลยี ช่วยการเจริญพันธุ์ การทำลายศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และการค้ามนุษย์ ซึ่งจำเป็นต้องวินิจฉัย ตามหลักพุทธจริยศาสตร์ ๓) การตัดสินปัญหาจริยธรรมมี ๒ ประเด็นคือ (๑) พิจารณาจากเกณฑ์หลัก คือ เจตนา ถ้ามีการทำลายตัวอ่อนถือเป็นการฆ่า การใช้เทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ เพื่อหวังช่วยผู้อื่นสามารถยอมรับได้ในเชิงจริยธรรม (๒) พิจารณาจากเกณฑ์ร่วม พบว่า การใช้เทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ที่ก่อให้เกิดการตำหนิตัวเอง วิญญูชนและสังคมไม่ยอมรับ มีโทษต่อสังคม ถือว่าผิดศีลธรรม ส่วนเรื่องสถานะความเป็นพ่อแม่ หญิงชาย ผู้เป็นเจ้าของเชื้อกำเนิดคือพ่อแม่ของเด็ก ที่เกิดจากการใช้เทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ ถ้าทำเพื่อการค้าหรือใช้มนุษย์เป็นเครื่องมือ ถือเป็นการค้ามนุษย์และทำลายศักดิ์ศรี ความเป็นมนุษย์ในพุทธจริยศาสตร์&#xD;
สรุปได้ว่า ปัญหาสำคัญของ “การตั้งครรภ์แทน” คือ “ความพร้อม” และ “ความไม่พร้อม” ทางด้านเศรษฐกิจ ถ้าเราศึกษาที่มาของปัญหา จะพบว่าเป็นประเด็นท้าทายระหว่าง “คุณค่า” ทางด้านจิตใจ และ “มูลค่า” ทางด้านเศรษฐกิจ สมดุลและความลงตัวของ “ปัญหาการอุ้มบุญ” ไม่ว่าจะเป็นปัญหาทางด้านจริยธรรม หรือปัญหาด้านสิทธิมนุษยชน ซึ่งเป็นประเด็นข้อกฎหมาย จึงอยู่ที่การออกกฎหมายที่สอดคล้องตรงกับ “เทคโนโลยี” ซึ่งเปลี่ยนแปลงนี้ประเทศไทยเองต้องปรับเปลี่ยนกฎระเบียบต่างๆ ให้สอดคล้องตรงกับ “กระแสโลกาภิวัตน์” ซึ่งเทคโนโลยีต่างๆ กำลังเข้ามามีบทบาท “ทำลายล้าง” หรือ disrupt ธุรกิจต่างๆ ซึ่งธุรกิจตั้งครรภ์แทนเอง ก็ตกอยู่ใต้กระแสการทำลายล้างของเทคโนโลยีเชิงนวัตกรรมทันสมัยต่างๆ เช่นกัน ไม่แตกต่างจากธุรกิจอื่นๆ  ดังนั้น สมดุลระหว่าง “คุณค่า” ทางจิตใจ กับ “มูลค่า” ที่เป็นตัวเงิน สร้างงาน จ้างงาน และทำให้ผู้เกี่ยวข้อง ได้รับเงินค่าตอบแทนอย่างมีความสุข จึงเป็นเรื่องที่ต้องสมดุล โดยยึดหลัก “ทางสายกลาง” ของพระพุทธศาสนาและหลัก “สุข ๔ ประการ” ไปปรับใช้ในการตั้งครรภ์แทนให้ถูกต้องชอบธรรมต่อไป</description>
      <pubDate>Fri, 01 Jan 2016 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">http://mcuir.mcu.ac.th:8080/jspui/handle/123456789/123</guid>
      <dc:date>2016-01-01T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
    <item>
      <title>พุทธจริยธรรมกับแนวทางการแก้ปัญหาการอุ้มบุญในสังคมไทย</title>
      <link>http://mcuir.mcu.ac.th:8080/jspui/handle/123456789/103</link>
      <description>Title: พุทธจริยธรรมกับแนวทางการแก้ปัญหาการอุ้มบุญในสังคมไทย
Authors: พระมหานันทกร, ปิยภาณี,ดร.; พระมหาพรชัย, สิริวโร, ผศ.ดร.; พระมหาขวัญชัย, กิตฺติเมธี,ผศ.ดร.; ดร.เพ็ญพรรณ, เฟื่องฟูลอย
Abstract: การวิจัยเรื่อง “พุทธจริยธรรมกับแนวทางการแก้ปัญหาการอุ้มบุญในสังคมไทย” มีวัตถุประสงค์ ๓ ประการคือ ๑)  เพื่อศึกษาการอุ้มบุญในสังคมไทย ๒) เพื่อศึกษาหลักพุทธจริยธรรมเกี่ยวกับการอุ้มบุญในสังคมไทย ๓)  เพื่อวิเคราะห์แนวทางแก้ไขปัญหาการอุ้มบุญในสังคมไทยตามหลักพุทธจริยธรรม การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ&#xD;
	จากการทำวิจัยทำให้ทราบว่า ในสังคมไทยมีการแก้ปัญหาการมีบุตรยากสามารถทำได้ ด้วยการใช้เทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์  แต่ต่อมาได้ใช้นำมาใช้กับการอุ้มบุญ  โดยการนำเชื้ออสุจิของฝ่ายชายที่ว่าจ้างให้ตั้งครรภ์มาฉีดเข้าไปในโพรงมดลูกของหญิง ทำให้เกิดการตั้งครรภ์ขึ้น และมีข้อสัญญาที่แต่ละฝ่ายจะตกลงกันก่อนที่จะมีการรับอุ้มบุญ ทำให้เกิดปัญหาทางด้านต่างๆ คือ ปัญหาด้านศีลธรรมทางศาสนาว่าการอุ้มบุญแม้จะอ้างถึงการเกิดจากครรภ์ก็ตาม  แต่เป็นการเกิดขึ้นที่ไม่ได้เป็นไปตามธรรมชาติ  แต่เป็นไปตามเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์  ซึ่งอาจนำไปสู่ประเด็นปัญหาเหล่านี้ การฆ่าชีวิตเซลในการวิจัยต้นกำเนิด ปัญหาด้านจริยธรรมเรื่องทำลายศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เป็นการแสวงหาประโยชน์ ปัญหาด้านกฎหมายเรื่องปัญหาด้านสิทธิในเรื่องเด็ก ความเป็นบิดามารดา ความชอบธรรมเรื่องสัญญาจ้างอุ้มบุญปัญหาทางจริยธรรม&#xD;
	หลักพุทธจริยธรรมกับปัญหาการอุ้มบุญในสังคมไทย เป็นการนำหลักพุทธจริยธรรมมาพิจารณาร่วมกับปัญหาการอุ้มบุญในด้านกฎหมาย เรื่องตัวบทกฎหมายที่ว่าด้วยเรื่องศีลธรรมอันดีของประชาชน และในแง่ของบุคคลทางกฎหมายนั้นพิจารณาถึงเจตนาของสามีภริยาผู้ขออุ้มบุญและหญิงอุ้มบุญ ส่วนปัญหาด้านการแพทย์ เป็นการมุ่งไปที่เทคโนโลยีเจริญพันธุ์ โดยพุทธจริยธรรมอาจไม่ได้ใส่ใจในแง่การเกิดแต่สนใจว่าเกิดแล้วควรปฎิบัติตนให้ดีตามหลักธรรม  และจริยธรรมทางการแพทย์ที่ต้องมีเจตนาที่ดีในการปฎิบัติหน้าที่  และจริยธรรมเชิงสังคมที่มุ่งเน้นความสุขสงบในสังคม อีกทั้งจริยธรรมส่วนบุคคลที่อาจพิจารณาไปถึงการหลีกเลี่ยงการทำอุ้มบุญ&#xD;
	งานวิจัยนี้ได้นำเสนอแนวทางการแก้ปัญหาการอุ้มบุญในสังคมไทยตามหลักพุทธจริยธรรม คือ การแก้ไขปัญหาทางด้านกฎหมายด้วยหลักมรรค คือ สัมมาวาจา เจรจาชอบ สัมมากัมมันตะ การงานชอบ สัมมาอาชีวะ เลี้ยงชีวิตชอบ เพื่อเป็นการพิจารณาข้อห้ามและข้ออนุญาตในการอุ้มบุญอย่างถูกต้อง แก้ปัญหาเรื่องสิทธิด้วยหลักเจตนาอันประกอบด้วยฉันทะและเมตตา แก้ปัญหาทางด้านแพทย์ด้วยการเข้าใจหลักพีชนิยาม หลักศีลในข้อห้ามฆ่าสัตว์และประพฤติผิดในกาม และสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องด้วยหลักโยนิโสมนสิการก่อนการตัดสินใจทำการอุ้มบุญ และแก้ปัญหาจริยธรรมทางการแพทย์ด้วยหลักสัปปุริสธรรม เพื่อเข้าใจหลักการและข้อกำหนดต่างๆ ให้เหมาะสมกับการอุ้มบุญ สุดท้ายคือด้านศีลธรรมอันดีตามหลักจริยธรรมทางพระพุทธศาสนา ด้วยหลักพรหมวิหาร ๔ หลักทิศ หลักสังคหวัตถุ ๔ ให้เกิดธรรมะเจริญขึ้นเมื่อมีการอุ้มบุญ และพิจารณาไปถึงปัญหาการอุ้มบุญที่สาเหตุคือความอยากด้วยการไม่ควรทำการอุ้มบุญ แต่ควรดับทุกข์ภายในของผู้ต้องการอุ้มบุญ</description>
      <pubDate>Mon, 01 Jan 2559 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">http://mcuir.mcu.ac.th:8080/jspui/handle/123456789/103</guid>
      <dc:date>2559-01-01T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
    <item>
      <title>วัดที่ตอบสนองความต้องการของชุมชน: กรณีศึกษาวัดสมานรัตนาราม</title>
      <link>http://mcuir.mcu.ac.th:8080/jspui/handle/123456789/84</link>
      <description>Title: วัดที่ตอบสนองความต้องการของชุมชน: กรณีศึกษาวัดสมานรัตนาราม
Authors: พระมหาขวัญชัย, กิตฺติเมธี,ผศ.ดร.
Abstract: วัดในพระพุทธศาสนาถูกเข้าใจว่าสร้างขึ้นมาเพื่อให้พระภิกษุได้อาศัย ได้ศึกษาและปฏิบัติธรรม วัดกลายเป็นสถานที่สำหรับพระภิกษุเท่านั้น แต่วัดสมานรัตนารามได้พัฒนาเป็นสถานที่ท่องเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจ เป็นสถานที่เคารพบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เป็นสถานที่ให้คนมาประกอบอาชีพและทำกิจกรรมต่างๆ ที่สร้างรายได้ ด้วยเหตุดังกล่าว งานวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาบทบาทของวัดที่ตอบสนองความต้องการของชุมชนและเสนอรูปแบบการพัฒนาวัดสมานรัตนาราม ผลการวิจัยที่ได้จากการสัมภาษณ์และจากข้อมูลเอกสารมีดังนี้ 1. วัดสมานรัตนารามมีบทบาทสำคัญ 3 ด้าน คือ 1) สนับสนุนส่งเสริมการศึกษาปริยัติธรรมของพระภิกษุและการปฏิบัติธรรมของฆราวาส 2) ส่งเสริมชุมชนในเรื่องการค้าขายแลกเปลี่ยนทางธุรกิจและเป็นสถานที่สำหรับการเคารพบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และ 3) สนับสนุนส่งเสริมให้เกิดกิจการสาธารณประโยชน์ เช่น การสร้างโรงพยาบาล การพัฒนาคมนาคม การสนับสนุนหน่วยงานราชการ 2. รูปแบบของการพัฒนาวัดสมานรัตนาราม มาจากวิสัยทัศน์ของเจ้าอาวาส วัดสมานรัตนารามแบบเดิมนั้นเป็นวัดตามวิถีชีวิตของพระภิกษุที่มีแนวคิดว่าสงบและเรียบง่าย อีกทั้งข้อปฏิบัติที่ควรยุ่งเกี่ยวกับชุมชนมากเกิดไป สภาพโบสถ์ วิหารและอาคารภายในวัดจึงถูกปล่อยให้เป็นไปตามนั้น ไม่มีการบูรณะซ่อมแซม เมื่อเจ้าอาวาสปรับปรุงวัดด้วยแนวคิดว่า วัดควรเป็นส่วนหนึ่งของชุมชน ด้วยการแก้ปัญหาภายในชุมชน สร้างอาชีพและรายได้แก่ประชาชนในชุมชน อีกทั้งตอบสนองต่อความต้องการของผู้คนที่ต้องการสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ มีสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจ และสถานที่สำหรับปฏิบัติธรรม 3. วัดได้สร้างภาคีเครือข่ายทางด้านสังคมโดยมีวัดเป็นศูนย์กลางในการพัฒนาเริ่มตั้งแต่การสร้างความเกี่ยวข้องกับชุมชนรอบวัดไปถึงชุมชนที่อยู่ห่างไกลผ่านอาชีพและรายได้รวมไปถึงสาธารณประโยชน์ต่าง จนทำให้เกิดประโยชน์แก่ชุมชนอื่นที่ไม่ใช่วัดและชุมชนรอบวัดเท่านั้น ภาพรวมของงานวิจัยทำให้เกิดความเข้าใจการพัฒนาวัดสมานรัตนารามในฐานะวัดของพระพุทธศาสนาเถรวาทของประเทศไทย และสามารถนำไปแบบอย่างในการดำเนินการพัฒนาวัดทรุดโทรมและมีลักษณะคล้ายคลึงกันให้กลับมาเป็นวัดของชุมชนได้</description>
      <pubDate>Sat, 01 Jan 2563 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">http://mcuir.mcu.ac.th:8080/jspui/handle/123456789/84</guid>
      <dc:date>2563-01-01T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
    <item>
      <title>การศึกษาวิเคราะห์อัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมในการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน จังหวัดแม่ฮ่องสอน</title>
      <link>http://mcuir.mcu.ac.th:8080/jspui/handle/123456789/83</link>
      <description>Title: การศึกษาวิเคราะห์อัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมในการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน จังหวัดแม่ฮ่องสอน
Authors: พระมหาพรชัย, สิรวโร,ดร.; พระมหาขวัญชัย, กิตฺติเมธี,ผศ.ดร.
Abstract: การวิจัยเรื่อง “การศึกษาวิเคราะห์อัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมในการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนจังหวัดแม่ฮ่องสอน” มีวัตถุประสงค์ ๓ ประการคือ ๑. เพื่อศึกษาแนวคิดอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมในการท่องเที่ยว ๒. เพื่อศึกษาวิเคราะห์อัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนของจังหวัดแม่ฮ่องสอน ๓. เพื่อค้นหาตัวชี้วัดในอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมในการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน จังหวัดแม่ฮ่องสอน การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพและสัมภาษณ์ความคิดเห็นจากผู้ชำนาญ ผลการวิจัยพบว่า แนวคิดเรื่องอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมในการท่องเที่ยว หากพิจารณาจะพบแนวคิดบนความเข้าใจบนลักษณะที่แสดงความเป็นตัวตนทางวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์ เพื่อการ&#xD;
เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม ที่ให้ความสำคัญกับวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์และความยั่งยืนของระบบนิเวศ โดยมีรูปแบบแนวคิดหลักของอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมในการท่องเที่ยวใน ๒ แบบคือ ๑. อัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมกับการท่องเที่ยวแบบชุมชน เป็นรูปแบบการนำเสนอการท่องเที่ยวอัตลักษณ์วัฒนธรรมที่ชุมชนเป็นผู้สร้างและดำเนินการ ๒. อัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมกับการท่องเที่ยวแบบรัฐ เป็นการท่องเที่ยวอัตลักษณ์วัฒนธรรมที่ผ่านการประชาสัมพันธ์ของภาครัฐหรือเห็นรายได้ในการจัดการดังกล่าว การวิเคราะห์อัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนของจังหวัดแม่ฮ่องสอน การท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมที่ถูกนำเสนอผ่านชุมชนบ้านผาบ่อง ซึ่งมีอัตลักษณ์วัฒนธรรมของชาวไทใหญ่ และชุมชนบ้านสันติชล คือชาวจีนยูนนานหรือจีนฮ่อโดยวัฒนธรรมของชุมชนทั้งสองนี้ มีการอนุรักษ์ไว้ภายในชุมชน มีการรวมตัวกันของชุมชน มีผู้นำชุมชนที่มองเห็นคุณค่าทางวัฒนธรรม&#xD;
ดังกล่าว และสร้างภาพลักษณ์เชิงการท่องเที่ยวทั้งในแง่วัฒนธรรมและธรรมชาติที่ผสมผสานกันอย่างหลงตัว มีการสนับสนุนของหน่วยงานรัฐจนกลายเป็นจุดเด่นที่ดึงดูดนักท่องเที่ยว และที่สำคัญสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชนมีความเข้าใจในชาติพันธุ์ ความเชื่อ และใช้ชีวิตบนรากฐานของวัฒนธรรมตนเองเป็นหลัก มีความเข้มแข็งของชุมชน สร้างการท่องเที่ยวที่มั่งคงและยั่งยืนการค้นหาตัวชี้วัดในอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมในการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน จังหวัดแม่ฮ่องสอน ได้วางรูปแบบตัวชี้วัดไว้ ๓ ระดับคือ ๑. มิติทางกายภาพ มีเป้าหมายหรือคุณค่าทางด้านเรื่องอาหาร การแต่งกายและที่อยู่อาศัย โดยมีอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมคือ ยึดถือชาติพันธ์ มีวิถีชีวิต</description>
      <pubDate>Tue, 01 Jan 2560 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">http://mcuir.mcu.ac.th:8080/jspui/handle/123456789/83</guid>
      <dc:date>2560-01-01T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
  </channel>
</rss>

