<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<feed xmlns="http://www.w3.org/2005/Atom" xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/">
  <title>DSpace Collection:</title>
  <link rel="alternate" href="http://mcuir.mcu.ac.th:8080/jspui/handle/123456789/62" />
  <subtitle />
  <id>http://mcuir.mcu.ac.th:8080/jspui/handle/123456789/62</id>
  <updated>2025-12-17T13:20:17Z</updated>
  <dc:date>2025-12-17T13:20:17Z</dc:date>
  <entry>
    <title>การปฏิบัติและการสอบอารมณ์กรรมฐานตามหลักพระพุทธศาสนาเถรวาทในประเทศสมาชิกอาเซียน</title>
    <link rel="alternate" href="http://mcuir.mcu.ac.th:8080/jspui/handle/123456789/1167" />
    <author>
      <name>พระมหาปราโมทย์ วิริยธมฺโม, พระเทพสุวรรณเมธี,ดร.ดร.</name>
    </author>
    <author>
      <name>พระมหาเสฏฐวุฒิ  วชิรญาโณ, ดร.ชัยชาญ  ศรีหานู ดร.</name>
    </author>
    <id>http://mcuir.mcu.ac.th:8080/jspui/handle/123456789/1167</id>
    <updated>2023-08-17T04:19:34Z</updated>
    <published>2017-11-08T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: การปฏิบัติและการสอบอารมณ์กรรมฐานตามหลักพระพุทธศาสนาเถรวาทในประเทศสมาชิกอาเซียน
Authors: พระมหาปราโมทย์ วิริยธมฺโม, พระเทพสุวรรณเมธี,ดร.ดร.; พระมหาเสฏฐวุฒิ  วชิรญาโณ, ดร.ชัยชาญ  ศรีหานู ดร.
Abstract: การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ คือ เพื่อศึกษาการปฏิบัติและแนวทางการสอบอารมณ์กรรมฐานตามหลักพระพุทธศาสนาเถรวาท เพื่อศึกษาการปฏิบัติและการสอบอารมณ์กรรมฐานในประเทศสมาชิกอาเซียน และเพื่อวิเคราะห์ความสอดคล้องการปฏิบัติและการสอบอารมณ์กรรมฐานที่เหมาะสมกับประเทศสมาชิกอาเซียน งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยมีวิธีดำเนินการวิจัยคือศึกษาวิเคราะห์หลักการปฏิบัติและการสอบอารมณ์กรรมฐานในพระไตรปิฎก อรรถกถา และเอกสารที่เกี่ยวข้อง จากนั้น รวบรวมข้อมูลจากพื้นที่ของการวิจัย สัมภาษณ์ สังเกตและนำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์ให้เห็นประเด็นสำคัญ สรุป บรรยายเชิงพรรณนา&#xD;
 	ผลการวิจัยพบว่า กรรมฐานเป็นกระบวนพัฒนาชีวิตตามหลักคำสอนของพระพุทธเจ้าโดยเน้นไปที่การทำให้จิตสงบ (สมถะ) และรู้แจ้งความจริง (วิปัสสนา) กรรมฐานจึงมี ๒ อย่างคือ สมถะและวิปัสสนา สมถะคือการเพ่งอารมณ์ให้จิตเป็นเอกัคคตา ส่วนวิปัสสนาคือการใช้สติและสัมปชัญญะรู้แจ้งความเป็นไตรลักษณ์ของขันธ์ห้าในฐานะของสรรพสิ่งในลักษณะของรูป-นาม อารมณ์สมถกรรมฐานมี ๔๐ มีกสิณ เป็นต้น ส่วนวิปัสสนามีอารมณ์พิจารณา ๖ มีขันธ์ ๕ เป็นต้น ส่วนการสอบอารมณ์คือกระบวนการสนับสนุนให้การเจริญวิปัสสนาพัฒนาและดำเนินไปสู่เป้าหมายคือญาณระดับต่าง ๆ ได้  การสอบอารมณ์เกี่ยวข้องกับหลักโพธิปักขิยธรรมและญาณ ๑๖ การเจริญกรรมฐานเป็นหลักคำสอนที่สำคัญที่สุดที่ชาวพุทธได้ปฏิบัติสืบทอดมาแต่สมัยโบราณและถือเป็นมรดกทางจิตวิญญาณของพระพุทธศาสนากระทั่งปัจจุบันเพราะเป็นหนทางดับทุกข์&#xD;
	การปฏิบัติและการสอบอารมณ์กรรมฐานในประเทศสมาชิกอาเซียนพบว่า ประเทศไทยมีหลักการปฏิบัติกรรมฐานอยู่ ๕ แบบหลัก คือ  (๑) กรรมฐานแบบพอง-ยุบ ที่นำเข้ามาจากพม่าโดยสมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสภมหาเถร) ให้กำหนดรู้อาการ พองหนอ-ยุบหนอ ของท้องในอิริยาบถทั้ง ๔ การสอบอารมณ์กรรมฐานจะสอบอยู่ในกรอบมหาสติปัฏฐาน ๔ (๒) กรรมฐานแบบพุท-โธ ตามแนวหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต เน้นการทำสมถะโดยการพิจารณากายคตาสติภาวนา บริกรรมว่า พุท-โธ รู้ลมหายใจเข้า-ออก จนจิตเป็นหนึ่งแล้วจึงพิจารณาให้เห็นไตรลักษณ์ ไม่มีการสอบอารมณ์แต่เทศนาธรรม (๓) กรรมฐานแบบสัมมา-อะระหังตามแนวพระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสาโร) บริกรรมว่า สัมมาอะระหัง ต้องรู้ฐาน ๗ และ ๕ ศูนย์ แล้วกำหนดดวงนิมิตที่ฐานที่ ๗  จนจิตเห็นดวงแก้วใส ซึ่งเป็นที่ตั้งของการพิจารณากาย เวทนา จิต และธรรม ไม่มีการสอบอารมณ์ (๔) กรรมฐานแบบเคลื่อนไหว ตามแนวหลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ ใช้สติกำหนดรู้เท่าทันความเคลื่อนไหวต่าง ๆ ของร่างกาย โดยไม่ต้องใส่คำบริกรรมและไม่ยึดติดกับรูปแบบเดิม เช่น การนั่งหลับตานิ่ง เป็นต้น  ไม่ใช้คำบริกรรม จนจิตรู้เท่าทันความคิดปรุงแต่งทั้งหลายตลอดเวลา มีการสอบอารมณ์โดยการควบคุมบอกทางผิด (คิด)  ถูกคือ รู้ทันความคิด (๕) กรรมฐานแบบอานาปานสติตามแนวพุทธทาสภิกขุ เน้นการพัฒนาจิตเพื่อการบรรลุมรรค ผล นิพพาน โดยการมีสติกำหนดตามติดลมหายใจเข้าออก การปฏิบัติกรรมฐานแนวเจริญอานาปานสติ ไม่มีการสอบอารมณ์ ประเทศเมียนม่าร์มี ๓ แบบคือ ๑) สำนักกรรมฐานของพระโสภณมหาเถระ (มหาสีสยาดอ) แนวการเจริญวิปัสสนาภาวนาด้วยการกำหนดรู้แบบพองยุบ ดูการทำงานของจิตทางทวารทั้ง ๖ เน้นสติปัฏฐาน ๔ มีการสอบอารมณ์กรรมฐานอย่างเป็นระบบ ๒) สำนักกรรมฐานของอาจารย์โกเอ็นก้าไม่มีขั้นตอนที่ซับซ้อนและไม่มีพิธีกรรมมาเกี่ยวข้อง เพียงแต่ผู้ปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน พึงกําหนดรู้ในสติปัฏฐาน ๔ อย่างใดอย่างหนึ่ง ๓) ศูนย์ปฏิบัติธรรมนานาชาติ พะอ๊อก ตอยะ เป็นการปฏิบัติสมถะภาวนาที่เน้นไปในเรื่องการดูธาตุมนสิการเป็นหลัก โดยภาวลักษณะของธาตุ ๔ แล้วกำหนดธาตุเหล่านั้นโดยเป็นสักแต่ว่าธาตุ คือ ให้ผู้ปฏิบัติกำหนดรู้ด้วยญาณ ในประเทศกัมพูชามีศูนย์กลางคือสำนักพุทธมณฑลวิปัสสนาธุระเน้นการเจริญวิปัสสนากรรมฐานในปะเทศกัมพูชาไม่แยกกันแต่เริ่มต้นด้วยการเจริญสมถกรรมฐานโดยมุ่งเน้นไปที่กรรมฐาน ๔๐ มีกสิณเป็นต้นเพื่อให้ได้ปฐมฌานจนถึงปัญจมฌานแล้วจึงเจริญวิปัสสนากรรมฐานโดยใช้อนุสติกรรมฐาน มีการเรียนการสอนกรรมฐานอย่างเป็นระบบ การสอบอารมณ์ไม่มีอย่างเป็นระบบ แต่ใช้วิธีการสนทนา หรือการเรียนถามพระวิปัสสนาจารย์ ส่วนประเทศลาวมีสำนักกรรมฐานหลักคือ แนวคำสอนของพระอาจารย์มหาปาน อานนฺโท เน้นการปฏิบัติแบบติง-เซา (ไหว-นิ่ง) เพื่อรู้ทันปรมัตถธรรมในอิริยาบถ ๔ และอิริยาบถย่อย ๆ ด้วยสติสัมปชัญญะ จากนั้นพระอาจารย์มหาซาลี กนฺตสีโลได้สืบต่อและพัฒนาเป็นศูนย์กลางของการอบรมวิปัสสนา จนมีสำนักปฏิบัติวิปัสสนากระจายไปทั่วประเทศลาว เน้นการพิจารณาขันธ์ห้า ให้เห็นปรมัตถธรรมตามหลักอภิธรรมปิฎก การสอบอารมณ์ไม่เป็นทางการเน้นการแก้ไขตามญาณ ๑๖ และตรงต่อหลักมหาสติปัฎฐาน ๔&#xD;
	การสอดคล้องของการปฏิบัติและการสอบอารมณ์กรรมฐานกับหลักการที่ปรากฏในคัมภีร์พระพุทธศาสนาเถรวาทพบว่า ทุกสำนักปฏิบัติกรรมฐานมีความสอดคล้องกับหลักคำสอนที่ปรากฏในคัมภีร์พระไตรปิฎกและคัมภีร์สำคัญของพระพุทธศาสนาเถรวาท ความแตกต่างกันอยู่ที่เทคนิคของอาจารย์ในแต่ละสำนักได้ศึกษาและปฏิบัติมาด้วยประสบการณ์ของตนเอง จนเกิดเป็นสติปัญญาแล้วนำหลักการดังกล่าวมารวบรวม วิเคราะห์และทำการสั่งสอนเผยแผ่เพื่อให้เข้าถึงความดับทุกข์ตามหลักการของพระพุทธศาสนาเถรวาท หลักธรรมทั้งสมถะและวิปัสสนาตั้งอยู่บนคำสอนเรื่องมหาสติปัฏฐาน อาจารย์จะเป็นกัลยาณมิตรต่อผู้ปฏิบัติหรือลูกศิษย์ด้วยเมตตาและปัญญาเพื่อช่วยเหลือให้ผู้ปฏิบัติได้รู้แจ้งจนพ้นทุกข์ทั้งปวงตามหลักคำสอนของพระพุทธเจ้า</summary>
    <dc:date>2017-11-08T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>การปฏิบัติและการสอบอารมณ์กรรมฐานตามหลักพระพุทธศาสนาเถรวาท ในประเทศไทย</title>
    <link rel="alternate" href="http://mcuir.mcu.ac.th:8080/jspui/handle/123456789/1077" />
    <author>
      <name>พระมหาชิต ฐานชิโต</name>
    </author>
    <author>
      <name>พระครูพิพิธวรกิจจานุการ</name>
    </author>
    <id>http://mcuir.mcu.ac.th:8080/jspui/handle/123456789/1077</id>
    <updated>2022-09-01T06:57:49Z</updated>
    <published>2559-01-01T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: การปฏิบัติและการสอบอารมณ์กรรมฐานตามหลักพระพุทธศาสนาเถรวาท ในประเทศไทย
Authors: พระมหาชิต ฐานชิโต; พระครูพิพิธวรกิจจานุการ
Abstract: การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ คือ (๑) เพื่อศึกษาการปฏิบัติและแนวทางการสอบอารมณ์&#xD;
กรรมฐานในคัมภีร์พุทธศาสนาเถรวาท (๒) เพื่อศึกษาการปฏิบัติการสอบอารมณ์กรรมฐาน ๕ ส านัก&#xD;
ในประเทศไทย (๓) เพื่อเสนอรูปแบบการปฏิบัติและการสอบอารมณ์กรรมฐานที่เหมาะสมกับประเทศ&#xD;
ไทย เป็นการวิจัยเชิงเอกสารโดยการวิเคราะห์ข้อมูลจากพระไตรปิฎก อรรถกถา ฎีกา และต ารา&#xD;
วิชาการทางพระพุทธศาสนาเป็นส าคัญ&#xD;
ผลการวิจัยพบว่า กรรมฐาน คือ ที่ตั้งแห่งการงาน ได้แก่การฝึกจิตเป็นต้น แบ่งออกเป็น ๒ &#xD;
อย่าง คือ ๑) สมถกรรมฐานมี ๔๐ อย่าง กสิณกรรมฐาน ๑๐ อสุภกรรมฐาน ๑๐ อนุสสติกรรมฐาน &#xD;
๑๐ พรหมวิหาร ๔ อรูปกรรมฐาน ๔ อาหาเรปฏิกูลสัญญา ๑ จตุธาตุววัตถาน ๔, ๒) วิปัสสนา&#xD;
กรรมฐาน เป็นปัญญาที่พิจารณาเห็นไตรลักษณ์ละสังโยชน์ ๑๐ ประการจนสามารถบรรลุพระอรหันต์&#xD;
ได้พระพุทธองค์ตรัสกรรมฐานคือ สมถกรรมฐานและวิปัสสนากรรมฐานไว้กับพุทธบริษัท ๔ ได้&#xD;
ประพฤติและปฏิบัติตามต่างกรรมต่างวาระกัน ส่วนแนวทางการสอบอารมณ์กรรมฐานเช่นในอนัตต&#xD;
ลักขณสูตร และในจปลายมานสูตร ทรงสอนอุบายแก้ง่วงแก่พระมหาโมคคัลลานเถระจนได้บรรลุพระ&#xD;
อรหันต์ในเวลาต่อมา หลักธรรมที่เกี่ยวข้องกับการสอบอารมณ์กรรมฐานที่เป็นปัจจัยแก่กันและกันมี &#xD;
๗ หมวด ๓๗ ประการ คือ สติปัฏฐาน ๔ สัมมัปปธาน ๔ อิทธิบาท ๔ อินทรีย์ ๕ พละ ๕ โพชฌงค์ ๗ &#xD;
และมรรค ๘ เรียกว่า โพธิปักขิยธรรม เป็นธรรมที่เป็นสาระแก่นสารแห่งพระพุทธศาสนา&#xD;
การปฏิบัติการสอบอารมณ์กรรมฐาน ๕ ส านักในประเทศไทย คือ ๑) กรรมฐานแบบพอง ยุบตามแนวพระธรรมธีรราชมหามุนี (โชดก ญาณสิทฺธิ ป.ธ.๙) มีการก าหนดภาวะที่พอง-ยุบตามความ&#xD;
เป็นจริงของรูปนาม ส่วนการสอบอารมณ์ผู้สอบอารมณ์จะสอบอยู่ในกรอบของสติปัฏฐาน ๔ โดยใช้&#xD;
ทักษะการถาม การสังเกต การแนะน า และการให้ก าลังใจ ๒) กรรมฐานแบบพุท-โธ ตามแนวหลวงปู่&#xD;
มั่น ภูริทตฺโต มีการภาวนา“พุท-โธ” และการก าหนดลมหายใจเข้า-ออก มีวิธีก าหนดจิตในฐาน ๕ คือ &#xD;
จมูก หน้าผาก กลางกระหม่อมข้างนอก ในสมองตรงกลาง กะโหลกศีรษะ และทรวงอก มีการวางอารมณ์ที่ดีและอารมณ์ที่ชั่วไปตามสภาพอารมณ์เป็นต้น ๓) กรรมฐานแบบสัมมา-อะระหังตามแนว&#xD;
พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสาโร) มีวิธีการปฏิบัติมุ่งให้เรียนรู้เกี่ยวกับฐานทั้ง ๗ เช่น ฐานที่ ๑ ปาก&#xD;
ช่องจมูก หญิงซ้าย ชายขวา และฐานที่ ๗ ศูนย์กลางกาย เหนือระดับสะดือ ๒ นิ้วมือ และที่ศูนย์กลาง&#xD;
กายนี้ เป็นที่ตั้งแห่งการพิจารณากาย เวทนา จิตและธรรมก็จะสามารถเห็นสภาวธรรมที่เกิดดับได้ ๔) &#xD;
กรรมฐานแบบเคลื่อนไหว ตามแนวหลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ มีการเจริญสติยึดวิธีการปฏิบัติแบบ&#xD;
เคลื่อนไหวเป็นหลักใช้สติก าหนดรู้เท่าทันความเคลื่อนไหวต่างๆ ของร่างกาย โดยไม่ยึดติดกับรูป&#xD;
แบบเดิมเพื่อจูงจิตให้เกิดสมาธิและมีการสอบอารมณ์กรรมฐาน ๕) กรรมฐานแบบอานาปานสติตาม&#xD;
แนวพุทธทาสภิกขุ มีการเจริญอานาปานสติคือ การใช้สติก าหนดพิจารณาลมหายใจในกาย เวทนา จิต &#xD;
ธรรม มีการปฏิบัติ ๑๖ ขั้น เพื่อบ่มเพาะสติสัมปชัญญะ เป็นการเจริญสมถะน าหน้าวิปัสสนา&#xD;
ส่วนรูปแบบการปฏิบัติและการสอบอารมณ์กรรมฐานที่เหมาะสมกับประเทศไทย&#xD;
แบ่งเป็น วิเคราะห์ความสอดคล้องการปฏิบัติการสอบอารมณ์กรรมฐานในคัมภีร์พระพุทธศาสนากับ&#xD;
ส านักปฏิบัติธรรม ๕ ส านักในประเทศไทย คือ ๑) ส านักกรรมฐานแบบพอง-ยุบตามแนวพระธรรมธีร&#xD;
ราชมหามุนี (โชดก ญาณสิทฺธิ ป.ธ.๙) มีความสอดคล้องกับพระไตรปิฎก แต่จะใช้สติปัฏฐาน ๔ มีการ&#xD;
ก าหนด ยุบหนอ-พองหนอ เป็นอารมณ์หลัก ๒) ส านักกรรมฐานแบบพุท-โธตามแนวหลวงปู่มั่น &#xD;
ภูริทตฺโต มีความสอดคล้องกับพระไตรปิฎก แต่จะใช้กายคตาสติภาวนามีการก าหนดพุท-โธ เป็น&#xD;
อารมณ์หลัก ๓) ส านักกรรมฐานแบบสัมมา-อะระหังตามแนวพระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสาโร) มี&#xD;
ความสอดคล้องกับพระไตรปิฎก แต่จะใช้สติปัฏฐาน ๔ มีการก าหนดสัมมา-อรหังเป็นอารมณ์หลัก &#xD;
๔) ส านักกรรมฐานแบบเคลื่อนไหวตามแนวหลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ มีความสอดคล้องกับ&#xD;
พระไตรปิฎก แต่จะใช้สติปัฏฐาน ๔ ข้อที่ ๑ คือ กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน มีการเคลื่อนไหวร่างกาย&#xD;
๑๕ จังหวะเป็นหลัก ๕) ส านักกรรมฐานแบบอานาปานสติตามแนวพุทธทาสภิกขุ มีความสอดคล้อง&#xD;
กับพระไตรปิฎก แต่จะใช้สติปัฏฐาน ๔ กับอานาปานสติเป็นหลักส าคัญในการปฏิบัติ ส่วนรูปแบบ&#xD;
การปฏิบัติและการสอบอารมณ์กรรมฐานที่เหมาะสมกับประเทศไทย คือการปฏิบัติและการสอบ&#xD;
อารมณ์กรรมฐานตามหลักสติปัฏฐาน ๔ คือ กาย เวทนา จิต และธรรม เพราะเป็นการปฏิบัติที่&#xD;
ถูกต้องตามพระไตรปิฎก อรรถกถา และฎีกา ที่พระพุทธองค์ทรงวางแนวทางในการปฏิบัติและการ&#xD;
สอบอารมณ์กรรมฐานตั้งแต่สมัยพุทธกาล และมีการประยุกต์เรื่องการปฏิบัติและการสอบอารมณ์ให้&#xD;
เหมาะสมกับผู้ปฏิบัติกรรมฐานสืบต่อมาจนถึงปัจจุบันนี้</summary>
    <dc:date>2559-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>คัมภีร์ลฆุเกามุที : ปริวรรต แปลความและการศึกษาวิเคราะห์</title>
    <link rel="alternate" href="http://mcuir.mcu.ac.th:8080/jspui/handle/123456789/1076" />
    <author>
      <name>พระมหาชิต ฐานชิโต</name>
    </author>
    <id>http://mcuir.mcu.ac.th:8080/jspui/handle/123456789/1076</id>
    <updated>2022-09-01T06:53:04Z</updated>
    <published>2560-01-01T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: คัมภีร์ลฆุเกามุที : ปริวรรต แปลความและการศึกษาวิเคราะห์
Authors: พระมหาชิต ฐานชิโต
Abstract: การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ คือ (๑) เพื่อปริวรรตคัมภีร์ลฆุเกามุทีฉบับภาษาสันสกฤต &#xD;
อักษรเทวนาครีเป็นสันสกฤตอักษรไทย (๒) เพื่อแปลความคัมภีร์ลฆุเกามุทีฉบับภาษาสันสกฤต&#xD;
อักษรไทยเป็นภาษาไทย (๓) เพื่อวิเคราะห์คัมภีร์ลฆุเกามุทีในด้านประวัติผู้เรียบเรียง โครงสร้าง &#xD;
เนื้อหา คุณค่าความสอดคล้องสัมพันธ์กันทางกฎเกณฑ์ไวยากรณ์กับไวยากรณ์ภาษาบาลี&#xD;
ผลการวิจัยพบว่า คัมภีร์ลฆุเกามุทีเป็นหลักสูตรแบบย่อความของหลักไวยากรณ์สันสกฤต &#xD;
เพื่อให้ผู้ศึกษาภาษาสันสกฤตเบื้องต้นมีความเข้าใจง่ายขึ้น โดยได้น าศูตรของปาณินิคือ อัษฎธยายี มา&#xD;
เป็นหลักประกอบกับคัมภีร์ด้านไวยากรณ์อื่น ๆ มาช่วยในการอธิบายกฏเกณฑ์ทางภาษาสันสกฤต&#xD;
เพื่อให้ผู้เริ่มเรียนเข้าใจง่ายขึ้น คัมภีร์นี้แต่งโดย วรทราชะ ราวพุทธศตวรรษที่ ๑๗ โดยมีวัตถุประสงค์&#xD;
เพื่อท าให้เข้าใจหลักไวยากรณ์สันสกฤตได้ง่ายขึ้น เนื้อหาหลัก ๑๑ ส่วนคือ ๑) ส ชฺญา ๒) ส ธิ ๓) &#xD;
สุพนฺต ๔) อวฺยย ๕) ติงนฺต ๖) ปฺรกฺริยา ๗)กฤทนฺต ๘) สมาส ๙) ตทฺธิต ๑๐) สฺตฺรีปฺรตฺตย ๑๑) การก &#xD;
ซึ่งมีลักษณะเช่นเดียวกับโครงสร้างของหลักไวยากรณ์ภาษาบาลีแต่มีการท าค าซับซ้อนการท าสนธิ&#xD;
มากกว่า โดยรูปสูตรเป็นหลักประกอบด้วย ๑) ศูตร แสดงชื่อ หลักการ วิธีการเป็นบทตั้ง ๒) วฤตติ &#xD;
เป็นค าอธิบายของสูตร ๓) อุทาหรณ์การยกตัวอย่างน ามาอ้างอิง&#xD;
การวิเคราะห์ด้านนามศัพท์ มีการกล่าวบทน าเป็นข้อ มีการจัดเรียงล าดับสูตรใหม่จากเดิม &#xD;
ส่วนประกอบของนามศัพท์มี ลิงค์ พจน์ วิภักติ การันต์ ปรัตยยะ ในการประกอบค าแบ่งเป็นศูตรคือ &#xD;
สัญชญาศูตร ปริภาษาศูตร วิธิศูตร นิยมศูตร อติเทศศูตร และอธิการศูตร โดยมีการสร้างค านาม &#xD;
ประกอบกิริยาและรูปศัพท์ต่าง ๆ ซึ่งใช้เป็นแบบแผนเดียวกันกับคัมภีร์ไวยากรณ์ภาษาบาลีซึ่งใช้มา&#xD;
ตั้งแต่สมัยโบราณ ส่วนที่ต่างกันคือภาษาบาลีได้มีการพัฒนาไปสู่ภาษาที่เข้าใจง่าย ศัพท์แต่ละค ามีการ&#xD;
เปิดโอกาสให้ตีความหมายได้มากกว่าภาษาสันสกฤต และความหมายหนึ่งสามารถใช้ค าเรียกได้หลาย&#xD;
ค า และที่ส าคัญที่สุดคือรากฐานของการประกอบศัพท์นั้นภาษาบาลีเชื่อมโยงกับการที่ความหมายค า&#xD;
หรือรากค าต้องสอดคล้องกับค าสอนของพระพุทธเจ้าโดยมุ่งที่สภาวปรมัตถ์ ส่วนรากศัพท์ของ&#xD;
สันสกฤตน ามาจากอรรถและธาตุและเชื่อมโยงกับความเชื่อแบบเทวนิยม&#xD;
ไวยากรณ์สันสกฤตที่ต่างจากภาษาบาลีที่ชัดเจนคือ สันสกฤตมีสระ ๑๔ ตัว แบ่งเป็น ๓ &#xD;
ขั้นคือ ปกติ คุณะ วฤทธิ พยัญชนะ ๓๕ ตัวแบ่งเป็น ๒ กลุ่มคือวรรคและอวรรค ส่วนค านามมีลิงค์ ๓ &#xD;
เหมือนกันกับบาลี วจนะมี ๓ คือ เอกพจน์ ทวิพจน์ และพหุพจน์ ในขณะที่บาลีไม่มีทวิพจน์ วิภักติมี&#xD;
เช่นเดียวกันทั้งวิภักตินามและวิภักติอาขยาต ในวิภักตินามสันสกฤตมี ๓ กลุ่มย่อยคือ ๑)ปัญจสถาน &#xD;
๒) ภสถาน ๓) กลุ่ม ปทสถาน แต่ในภาษาบาลีไม่มีการแบ่งกลุ่ม มีวิภักติ ๑๔ ตัว การันต์มี ๒ &#xD;
ลักษณะคือ สระการันต์และพยัญชนะการันต์ส่วนในภาษาบาลีมีเพียงสระการันต์เท่านั้น ส าหรับกริยา(ธาตุ) จ าแนกกริยาไว้ถึง ๑๐ คณะ แต่ละคณะมีการเปลี่ยนรูป แตกต่างกันไป กริยาเหล่านี้จะแจกรูป&#xD;
ตามประธาน ๓ ตามกาล ๖ ชนิด และตามมาลา ๔ ชนิด แสดงให้เห็นความสัมพันธ์กันของภาษา&#xD;
สันสกฤตและบาลีแม้คัมภีร์ลฆุเกามุทีเป็นเพียงคัมภีร์ประเภทไวยากรณ์แต่มีคุณค่า ๑) ด้าน&#xD;
วรรณกรรมมีโครงสร้างซึ่งเชื่อมโยงกับหลักปรัชญาของศาสนาพราหมณ์ ๒) ด้านการเป็นต้นแบบของ&#xD;
คัมภีร์ส าเร็จรูปไวยากรณ์รุ่นหลัง ๓) คุณค่าต่อการศึกษาไวยากรณ์ภาษาบาล</summary>
    <dc:date>2560-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>ภาวะผู้นำด้านการปกครองคณะสงฆ์ในอาเซียน</title>
    <link rel="alternate" href="http://mcuir.mcu.ac.th:8080/jspui/handle/123456789/1055" />
    <author>
      <name>ดร.ธานี, สุวรรณประทีป</name>
    </author>
    <author>
      <name>พระมหาสันติ ธีรภทฺโท, ดร.</name>
    </author>
    <author>
      <name>พระมหาสมบูรณ์ วุฑฺฒิกโร, ดร.</name>
    </author>
    <id>http://mcuir.mcu.ac.th:8080/jspui/handle/123456789/1055</id>
    <updated>2022-08-25T09:27:49Z</updated>
    <published>2560-01-01T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: ภาวะผู้นำด้านการปกครองคณะสงฆ์ในอาเซียน
Authors: ดร.ธานี, สุวรรณประทีป; พระมหาสันติ ธีรภทฺโท, ดร.; พระมหาสมบูรณ์ วุฑฺฒิกโร, ดร.
Abstract: การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์คือ ๑) เพื่อศึกษาหลักการและความสำคัญของภาวะผู้นำด้าน&#xD;
การปกครองคณะสงฆ์ในประชาคมอาเซียน ๒) เพื่อศึกษาหลักพุทธธรรมที่ใช้ส่งเสริมภาวะผู้นำด้าน&#xD;
การปกครองคณะสงฆ์ในพระพุทธศาสนา ๓) เพื่อนำเสนอองค์ความรู้ของภาวะผู้นำด้านการปกครอง&#xD;
คณะสงฆ์ในประชาคมอาเซียน : กรณีศึกษาประเทศไทย และประเทศกัมพูชา &#xD;
ผลการวิจัยพบว่า หลักการและความสำคัญของภาวะผู้นำ กล่าวถึงความหมายของผู้นำ &#xD;
คือผู้ที่มีอิทธิพลเหนือผู้อื่นในกลุ่ม มีบทบาทสำคัญในการนำกลุ่มไปสู่ความสำเร็จ ตามเป้าหมายในการ&#xD;
ทำงาน ดังนั้น ผู้นำคือผู้ที่ได้รับการเลือกตั้งตั้ง การแต่งตั้ง การยกย่องจากกลุ่มชนเพ่อให้เป็นหัวหน้า &#xD;
เนื่องจากเป็นผู้มีความรู้ ความสามารถ มีอิทธิพลในการนำหรือจูงใจผู้อื่น ให้กระทำหรือดำเนินกิจการ&#xD;
ต่างๆ ของกลุ่มหรือของตนเองให้บรรลุตามเป้าหมายที่วางไว้ และผู้นำต้องเป็นผู้มีคุณธรรม มีศีลธรรม&#xD;
จึงจะว่ากล่าวตักเตือนและลงโทษบุคคลอื่นๆ ได้ ผู้นำนั้นมีบทบาทในการวางแผน งานการสั่งการการ&#xD;
ตัดสินใจ การกำหนดนโยบาย การควบคุมดูแลงานสนับสนุนให้ผู้ใต้บังคับ บัญชาทำงานอย่างมี&#xD;
ประสิทธิภาพตลอดจนรับผิดชอบต่อการทำงานต่างๆ และผลักดันงานต่างๆ สำเร็จเป็นไปตามจุดหมาย&#xD;
ที่ตั้งไว้ ส่วนการปกครองคณะสงฆ์ไทยนั้นอยู่ภายใต้การปกครองโดยพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ โดย&#xD;
กำหนดอำนาจหน้าที่มหาเถรสมาคม เกี่ยวข้องกับการควบคุมและส่งเสริมกิจการคณะสงฆ์ ปัจจุบัน &#xD;
มหาเถรสมาคมมีอำนาจที่เกี่ยวกับงานคณะสงฆ์ ๖ ประเภท คือ ๑) การปกครอง ๒) การศึกษา &#xD;
๓) การศึกษาสงเคราะห์ ๔) การเผยแผ่ ๕) การสาธารณูปการ ๖) การสาธารณสงเคราะห์ การ&#xD;
ปกครองคณะสงฆ์ในประเทศกัมพูชา สมเด็จพระมหาสังฆราช หรือ พระสงฆนายกมีหน้าที่คัดเลือก&#xD;
พระสงฆ์เถระในมหาเถรสมาคมที่มีความสามารถ เพียบพร้อมด้วยคุณสมบัติ ความรู้พร้อมทั้งพระสงฆ์&#xD;
รองสมเด็จในตำแหน่งราชาคณะชั้นเอก เจ้าคณะจังหวัดทุกจังหวัด พระสงฆ์ที่ดำรงตำแหน่งในการ&#xD;
ปกครองมีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับการงานบริหารกิจการคณะสงฆ์ ๖ ประเภท เช่นเดียวกับการปกครอง&#xD;
คณะสงฆ์ไทย&#xD;
หลักพุทธธรรมที่ใช้ส่งเสริมภาวะผู้นำด้านการปกครองคณะสงฆ์ในพระพุทธศาสนา&#xD;
พบผู้นำการปกครองคณะสงฆ์ได้น้อมนำหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา ประกอบด้วย อคติ ๔, &#xD;
ปาปณิกธรรม ๓, อิทธิบาท ๔, พหูสูต ๕, ภาวนา ๔, กัลยาณมิตร ๗, หลักพระธรรมกถึก ๕, &#xD;
พุทธวิธีการสอน ๔, สัปปายะ ๗, พรหมวิหารธรรม ๔, สังคหวัตถุ มาใช้ในการ บริหารกิจการคณะสงฆ์ &#xD;
๖ ด้านประกอบด้วย การปกครอง, การศาสนศึกษา, การศึกษาสงเคราะห์, ด้านการเผยแผ่, &#xD;
การสาธารณูปการ และการสาธารณสงเคราะห์ &#xD;
องค์ความรู้ของภาวะผู้นำด้านการปกครองคณะสงฆ์ในประชาคมอาเซียน : กรณีศึกษา&#xD;
ประเทศไทย และประเทศกัมพูชา พบว่า องค์ความรู้ที่ได้จากการวิจัยในครั้งนี้ คือ รูปแบบ “A P I B &#xD;
B K D D S B S Model” ถือว่ามีคุณค่าและเป็นสิ่งสำคัญเพื่อนำเสนอองค์ความรู้ของภาวะผู้นำ&#xD;
ด้านการปกครองคณะสงฆ์ในประชาคมอาเซียน : กรณีศึกษาประเทศไทย และประเทศกัมพูชา (๑) &#xD;
“A” (Agati ๔) = ผู้น าด้านการปกครองคณะสงฆ์ควรศึกษาหลักอคติ ๔ (๒) “P” (Papanika Dhamma ๓) = ผู้นำด้านการปกครองคณะสงฆ์ควรมีหลักปาปนิกธรรม ๓ (๓) “I” (Iddhipada&#xD;
๔ ) = ผู้นำด้านศาสนศึกษาควรมีหลักอิทธิบาท ๔ (๔) “B” (Bahussutanga ๕) = ผู้นำด้านศาสน&#xD;
ศึกษาควรมีหลักพหูสูต ๕ (๕) “B” (Bhavana ๔ ) = ผู้นำด้านศึกษาสงเคราะห์ควรมีหลักภาวนา ๔ &#xD;
(๖) “K” (Kalanamitta-dhamma ๗) = ผู้นำด้านศึกษาสงเคราะห์ควรมีหลักกัลยาณมิตร ๗ &#xD;
(๗) “D” (Dhammadesaka-Dhamma ๕) = ผู้นำด้านการเผยแผ่พระพุทธศาสนาควรมีหลักหลัก&#xD;
พระธรรมกถึก ๕ (๘) “D” (Desanavidhi ๔ ) = ผู้นำด้านการเผยแผ่พระพุทธศาสนาควรมีหลัก&#xD;
พุทธวิธีการสอน ๔ (๙) “S” (Sappaya ๗ ) = ผู้นำด้านสาธารณูปการควรมีหลักสัปปายะ ๗ (๑๐) &#xD;
“B” (Brahmavihara ๔ ) = ผู้นำด้านสาธารณสงเคราะห์ควรมีหลักพรหมวิหาร ๔ (๑๑) “S” &#xD;
(Sangahavatthu ๔ ) = ผู้นำด้านสาธารณสงเคราะห์ควรมีหลักสังคหวัตถุ ๔&#xD;
This research aims at the followings; 1) studying the principle and &#xD;
significance of leadership of Buddhist Sangha Administration in ASEAN community, &#xD;
2) studying Buddhadhamma to support the Sangha administration in leadership in &#xD;
Buddhism, 3) to figuring out the Sangha administration knowledge in ASEAN &#xD;
community in case study in Thailand and Cambodia. &#xD;
The results revealed that leadership refers to those who influence others &#xD;
in the group. They hold a key role in bringing the group to success. So, the leader is &#xD;
the one who is elected, appointed, praised by the people to be the leader. As a &#xD;
person who has knowledge and ability to lead or persuade others for works within &#xD;
the groups to achieve the goal set, he must perform virtues and morals strictly then &#xD;
he can teach or punish the others. Leader’s roles are planning, order, making &#xD;
decision, policy formation, control, supervise and systemizing the work with &#xD;
effectives as well as responsibility in various sections of work to reach success as its &#xD;
objectives. For administration of Thai Buddhist Sangha, according to the Sangha Act, &#xD;
Sangha holds the authority of control and promotion of the Sangha affairs. There are &#xD;
6 types of Sangha council; 1) administration, 2) religious education, 3) educational &#xD;
welfare, 4) propagation, 5) public service, 6) public services. Cambodian &#xD;
administration of Sangha was appointed by government that Somdet Mahasangharaja &#xD;
or Sanghanayoka must select the qualified Bhikkhus in the Sangha in council along &#xD;
ง&#xD;
with other secondary Bhikkhus in the rank of council to be provincial position and &#xD;
others respectively in every province. Administravitve Bhikkhus hold the official &#xD;
authority to administrate the Sangha’s six affairs as found in Thai Buddhist Sangha &#xD;
council.&#xD;
The Buddhist principles used to promote the leadership of Sangha in &#xD;
Buddhism shown that Sangha leader must perform these virtur principle of Buddhism &#xD;
as followings; prejudice 4, Papanikadhamma 3, Iddhipada 4, Pahusutta 5, Bhavana 4, &#xD;
Kalayanamitta 7, Principle of Dhammakathika 5, 4 ways of Buddha’s teaching &#xD;
technique, Sappaya 7, Brahmaviharadhamm 4 and Sanghavatthu 4. These virtures &#xD;
must also be applied for Sangha administration in all 6 Sangha affairs including was &#xD;
used to manage the business of the monks in six aspects, including administration, &#xD;
religious education, educational welfare, propagation, public service and public &#xD;
walfare.&#xD;
In aspect of leadershipknowledge in the Buddhist Sangha council in the &#xD;
ASEAN community in case study of Thailand and Cambodia, it found that The &#xD;
knowledge gained from this research is ‘APIBB K DDSBS Model’ which is considered &#xD;
to be valuable and important for the presentation of leadership knowledge of the &#xD;
of the Buddhist Sangha in the ASEAN Community, they are (1) "A" (Agati 4) means the &#xD;
administrative leader should study the non-bias 4 (2) "P" (Papanika-Dhamma 3) = &#xD;
administrative leader must avoid the 3 wholesome acts, (3) "I" (Iddhipada 4 ) &#xD;
=religious education leader o should perform the 4 success principle, (4) "B" &#xD;
(Bahussutanga 5) = religious education leader should follow 5 learning skills, (5) “B” &#xD;
(Bhavana 4 )= educational welfare leaders should practice the principle of 4 &#xD;
developments, (6) "K" (Kalanamitta-dhamma 7) ) = educational welfare leaders &#xD;
should follow principle of 7 good friends, (7) "D" ( leader of Buddhism should be a &#xD;
core principle of Trrmkt ึk 5 (8) "D" (Dhammadesaka-Dhamma 5) = Buddhism &#xD;
propagation leader should be skillful in 5 principle of Dhamma teaching, (8) ‘D’ &#xD;
(Desanavidhi 4) = Budhism propagation leader must contain 4 ways of Buddha’s &#xD;
teaching, (9) "S" (Sappaya 7) = the public service leader should 7 comfort principle, &#xD;
(10) "B" (Brahmavihara 4 ) = the public service leader should follow virtues 4, (11) "S" &#xD;
(Sangahavatthu 4 ) = the social welfare leader should perform Sangahavatthu 4
Description: 261 หน้า</summary>
    <dc:date>2560-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
</feed>

